ผู้ที่เคยไปยืนมองสายน้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลาก ย่อมประจักษ์ถึงพลังอันมหาศาลของกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว กวาดต้อนเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าให้พัดพาไปตามกระแสอย่างไม่อาจต้านทานได้ หากท่อนไม้ท่อนใดตกลงไปในสายน้ำนั้น ย่อมต้องถูกพัดพาไปไกลแสนไกล ไร้ทิศทางและควบคุมไม่ได้
ในทางธรรม "กระแสโลก" และ "กระแสข่าวสาร" ก็เปรียบเสมือนสายน้ำโขงที่เชี่ยวกรากนี้เช่นกัน ทุกๆ วัน เราถูกพัดพาไปด้วยกระแสของคำวิจารณ์ คำสรรเสริญ นินทา ข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง หากจิตของเราขาดซึ่งหลักยึด ขาดสติและปัญญา จิตก็จะกลายเป็นเพียงท่อนไม้ที่ลอยคว้างไปตามกระแสน้ำ ถูกความโกรธ ความโลภ ความหลง พัดพาไปจนหาความสงบสุขไม่ได้เลย
"ข้าพเจ้าไม่พักอยู่ และไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำ) ได้แล้ว...
เมื่อใดข้าพเจ้าพักอยู่ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็จมลง เมื่อใดข้าพเจ้าเพียรอยู่ (พยายามฝืนมากไป) เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็ลอยลอยไป
เหตุนั้นแล ข้าพเจ้าไม่พักและไม่เพียร จึงข้ามโอฆะได้"
— โอฆตรณสูตร
ศิลปะแห่งการข้ามกระแสน้ำ
ใน โอฆตรณสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถึงเคล็ดลับในการข้ามห้วงน้ำใหญ่ (ห้วงกิเลสและกระแสโลก) เอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า
"ไม่พักอยู่ และไม่เพียรอยู่" หากเราหยุดนิ่งเกียจคร้าน (พัก) เราก็จะจมลงสู่ก้นบ่อแห่งความหลง
แต่หากเราดิ้นรนต่อต้านกระแสโลกอย่างบ้าคลั่ง (เพียรเกินพอดี) เราก็จะถูกกระแสน้ำพัดพาให้เสียหลักลอยไป
การวางจิตที่ถูกต้องคือการตั้งอยู่ใน "มัชฌิมาปฏิปทา" (ทางสายกลาง) มีสติรู้เท่าทันกระแสโลกที่ไหลผ่านมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ว่ามีการสรรเสริญ รู้ว่ามีการนินทา รู้ว่ามีข่าวสาร แต่ไม่กระโดดลงไปคลุกคลีหรือแบกรับกระแสนั้นไว้ เพียงแค่เฝ้ามองสายน้ำที่ไหลไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งแห่งความสันโดษ
ความสันโดษไม่ใช่การหลบลี้หนีหน้า
หลายคนเข้าใจผิดว่าความสันโดษคือการหนีเข้าป่าลึก ไม่พบปะผู้คน แต่แท้จริงแล้ว ความสันโดษขั้นสูงสุดคือ
การมีจิตที่ตั้งมั่นและเป็นอิสระ แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางตลาดที่วุ่นวาย หรือยืนอยู่ริมแม่น้ำโขงที่เชี่ยวกรากก็ตาม
เพราะความสันโดษที่แท้จริง เกิดขึ้นจาก "ความไม่ยึดติด" ในกระแสโลกทั้งปวง
จงทำจิตให้เหมือนแผ่นดินที่มั่นคง แม้สายน้ำจะไหลเชี่ยวเพียงใด แผ่นดินก็มิได้หวั่นไหวตามกระแสนั้นเลย (เรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องสถานะการหลีกเร้นปัจจุบันได้ที่ หน้าคำถามที่พบบ่อย)