ผู้ที่เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ย่อมคุ้นเคยกับภาพสายน้ำสีปูนที่ไหลเอื่อยในฤดูแล้ง และไหลเชี่ยวกรากในฤดูน้ำหลาก แต่สิ่งหนึ่งที่แม่น้ำโขงไม่เคยทำเลยตลอดนับล้านปี คือ "การไหลย้อนกลับ" สายน้ำมีแต่จะมุ่งหน้าลงสู่ทะเลกว้าง พัดพาเอาเศษไม้ ใบหญ้า ดินทราย และทุกสิ่งที่ตกลงไปให้ลอยตามกระแสไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น
"พราหมณ์ เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล กระแสน้ำเชี่ยว พัดพาสิ่งต่างๆ ไป...
ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก สั้นนัก มีความทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้น"
— อารกสูตร (อังคุตตรนิกาย)
กระแสแห่งสังสารวัฏ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุปมาชีวิตของมนุษย์ไว้ดั่งกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เราปฏิสนธิ (เกิด)
กระแสน้ำแห่งกาลเวลาก็เริ่มพัดพาเราให้ไหลไปสู่ความเสื่อมถอย (แก่) พัดพาให้ต้องชนกับโขดหินแห่งความระทม (เจ็บ)
และท้ายที่สุดก็พัดพาเราจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง (ตาย) อย่างไม่อาจหลีกหนี
ชีวิตของเรากำลังไหลไปสู่ความตายในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก ดุจดั่งแม่น้ำโขงที่ไหลบ่าสู่ห้วงมหรรณพ
ความโง่เขลาของผู้พยายามว่ายทวนน้ำ
ความทุกข์ที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากการที่ชีวิตต้อง แก่ เจ็บ และตาย เพราะนั่นคือกฎเกณฑ์ของสายน้ำ
แต่ความทุกข์เกิดจากการที่เรา "ไม่ยอมรับ" กฎนั้น มนุษย์พยายามใช้สารพัดวิธีเพื่อยื้อความหนุ่มสาว
ดิ้นรนหนีความเจ็บป่วย และหวาดกลัวความตายอย่างสุดหัวใจ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนคนที่ตกลงไปในแม่น้ำโขงที่กำลังไหลเชี่ยว
แล้วพยายามว่ายน้ำทวนกระแสกลับไปหาต้นน้ำ ยิ่งว่ายก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจมน้ำเร็วยิ่งขึ้น
ลอยคออย่างผู้รู้ตื่น
เมื่อเราตระหนักรู้ว่า สายน้ำแห่ง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ไม่อาจขัดขืนได้
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่การว่ายทวนน้ำ แต่คือการ "ปล่อยวาง" ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายและชีวิตนี้
มีสติเฝ้าดูความแก่ที่กำลังมาเยือน เฝ้าดูความเจ็บป่วยที่กำลังปรากฏ และเตรียมใจพร้อมรับความตายที่จะมาถึงในวันหนึ่ง
เมื่อใจไม่ฝืนกระแส ยอมรับความจริงของธรรมชาติอย่างศิโรราบ จิตก็จะพบกับความสงบเย็นอย่างประหลาด เป็นการลอยคอไปตามสายน้ำโขงแห่งสังสารวัฏนี้ ด้วยรอยยิ้มและสติที่ตื่นรู้ จนกว่าจะถึงฝั่งอันเกษมคือ "นิพพาน" ฝั่งที่ซึ่งไม่มีสายน้ำ ไม่มีการเกิด และจะไม่มีการตายอีกต่อไป