พันธนาการที่หนักอึ้งที่สุดของมนุษย์ ไม่ใช่โซ่ตรวนที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่คือ "ความทรงจำและอดีต" ที่เราแบกไว้ในใจ มนุษย์จำนวนมากใช้ชีวิตในวันนี้ แต่จิตใจกลับถูกจองจำอยู่ในวันวาน บางคนยึดติดกับความสำเร็จและเกียรติยศในอดีตจนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง บางคนจมปลักอยู่กับความผิดพลาดและข้อครหาเก่าๆ จนไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว อดีตก็คือสิ่งที่ตายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
"บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว สิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็เป็นอันยังไม่ถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้...
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้"
— ภัทเทกรัตตสูตร (ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ)
อดีตคือเงา ปัจจุบันคือของจริง
พุทธพจน์จากบท ภัทเทกรัตตสูตร เป็นเครื่องเตือนสติที่ทรงพลังที่สุดในการตัดขาดจากอดีต
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราสลัดทิ้งสิ่งที่ล่วงไปแล้วโดยเด็ดขาด เพราะการมัวแต่รำพึงรำพันถึงอดีต (ไม่ว่าจะดีหรือร้าย)
คือการปล่อยให้วิญญาณของเราถูกกินเวลาปัจจุบันไปฟรีๆ
เมื่อมีข่าวสาร เรื่องราว หรือข้อถกเถียงใดๆ ในอดีตตามมากระทบใจ ผู้มีปัญญาจะตระหนักรู้ว่า "นั่นคือสภาวะที่จบลงไปแล้ว" ไม่มีประโยชน์ใดที่จะกระโดดลงไปร่วมวงกับเงาของอดีต การเข้าไปแก้ตัว หรือการพยายามรื้อฟื้น ก็เหมือนกับการพยายามปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมาพูดคุย มีแต่จะสร้างความเหนื่อยล้าและก่อให้เกิดวิบากกรรมใหม่ขึ้นมาไม่รู้จบ
ความบริสุทธิ์ในปัจจุบันธรรม
การสลัดทิ้งอดีต ไม่ใช่การแกล้งลืม แต่คือการมีสติรู้เท่าทันว่า อดีตไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อจิตใจของเราในวินาทีนี้อีกต่อไป
เมื่อเราตัดสายใยแห่งอดีตได้ จิตจะเข้าสัมผัสกับ "ปัจจุบันธรรม" อันบริสุทธิ์ สดชื่น และเบาสบาย
ในปัจจุบันขณะนั้น จะไม่มีผู้ถูกกระทำ ไม่มีผู้กระทำ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเรื่องราว มีเพียงสภาวะรู้ที่ตื่นตัวและเบิกบาน
การให้อภัยอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น คือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ ขอให้เราจงเป็น "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ" (ภัทเทกรัตต) คือผู้ที่ใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติและปัญญา สันโดษจากเรื่องราวความวุ่นวายของโลก และเพียรพยายามทำจิตให้บริสุทธิ์ในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก เพราะนี่คือกิจที่แท้จริงเพียงประการเดียวของชีวิต