เมื่อถูกกระทบ ใจมักรีบหาคนผิดก่อนเห็นความร้อนที่กำลังเกิดอยู่ข้างใน คำพูดเพียงคำเดียวอาจทำให้เรานึกถึงเรื่องเก่า แล้วความโกรธก็ขยายใหญ่กว่าสิ่งที่เกิดตรงหน้า หากตอบโต้ในขณะที่ไฟกำลังแรง เราอาจส่งความเจ็บของตนไปวางไว้ในใจของอีกคนโดยไม่รู้ตัว
การไม่เบียดเบียนจึงเริ่มก่อนมือจะทำและก่อนปากจะพูด เริ่มตรงที่รู้ว่าใจไม่สบาย รู้ความแน่นที่หน้าอก รู้ลมหายใจที่ถี่ รู้ความคิดที่กำลังกล่าวโทษ การรู้เช่นนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการไม่ยอมให้ความโกรธเลือกการกระทำแทนเรา
หยุดสั้นๆ ก่อนความร้อนจะกลายเป็นคำทำร้าย
- ยังไม่ตอบทันทีเมื่อรู้ว่าเสียงในใจเริ่มแข็งหรือร่างกายเริ่มเกร็ง
- กลับมารู้เท้าที่ยืน มือที่วาง และลมหายใจอย่างน้อยสามรอบ
- แยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงออกจากเรื่องที่ใจกำลังคาดเดาหรือต่อเติม
- หากยังร้อน ให้ขอพักการสนทนาโดยไม่ประชดและไม่ลงโทษอีกฝ่ายด้วยความเงียบ
- เมื่อใจเย็นลง จึงพูดถึงปัญหาโดยบอกความต้องการ ไม่กล่าวทำลายคุณค่าของคน
บางครั้งเราคิดว่าถ้าไม่ตอบแรงก็จะเสียเปรียบ แต่ความหนักแน่นไม่จำเป็นต้องมีความเกลียดปนอยู่ เราปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ ตั้งขอบเขตได้ และปกป้องผู้ที่ควรปกป้องได้ โดยไม่ต้องทำให้อีกฝ่ายเจ็บเกินกว่าที่จำเป็น
ความโกรธยังมีประโยชน์เมื่อทำให้เราเห็นว่ามีเรื่องต้องแก้ แต่ต้องถือมันเหมือนถือภาชนะร้อน รู้ว่าร้อนและวางให้ถูกที่ ไม่ถือเดินไปทั่วบ้านจนลวกตนเองและคนอื่น เมื่อเห็นเหตุชัด เราจึงแก้เหตุด้วยสติ ไม่เพิ่มเหตุใหม่ด้วยการเอาคืน
หากเผลอพูดหรือทำร้ายไปแล้ว การยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมาก็เป็นส่วนหนึ่งของการไม่เบียดเบียน ไม่แก้ตัว ไม่โยนความผิดกลับ และไม่บังคับให้อีกฝ่ายหายเจ็บทันที เพียงรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ พร้อมตั้งใจว่าจะรู้ตัวให้เร็วขึ้นในครั้งต่อไป
สายน้ำไหลผ่านสิ่งกีดขวางโดยไม่เก็บทุกก้อนหินไปด้วย ใจก็ฝึกเช่นนั้นได้ รู้ว่ามีสิ่งมากระทบ ทำสิ่งที่ควรทำ แล้วไม่แบกความแค้นไว้ต่อ เมื่อไฟหยุดที่ใจเรา ความร้อนก็ไม่ต้องเดินทางต่อไปถึงผู้ใด