ยามเช้าริมแม่น้ำโขง สายน้ำยังคงไหลไปตามเหตุปัจจัย ไม่เร่งรีบและไม่หยุดรอสิ่งใด เมื่อนั่งเงียบอยู่ใกล้สายน้ำ เราอาจเห็นชัดขึ้นว่าใจของตนก็มีความคิดไหลผ่านอยู่เสมอ บางเรื่องเบาเหมือนระลอกน้ำ บางเรื่องหนักเหมือนกระแสเชี่ยว แต่ทุกเรื่องล้วนเคลื่อนไปเมื่อเราไม่คว้าไว้
การภาวนาไม่ได้ทำให้ความคิดหมดไปทันที หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือรู้ว่าความคิดกำลังเกิด ไม่รีบตามไปหาคำตอบ และไม่ผลักไสเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งรบกวน เมื่อรู้โดยไม่ต่อเรื่อง ความคิดนั้นจะเปลี่ยนรูป จางลง หรือผ่านไปตามธรรมชาติของมัน
แนวปฏิบัติริมสายน้ำ
- เลือกบริเวณที่มั่นคง ปลอดภัย และห่างจากขอบตลิ่ง ไม่รบกวนทางสัญจรของผู้อื่น
- นั่งให้กายตั้งตรงอย่างผ่อนคลาย วางมือไว้ตามสบาย และรับรู้สัมผัสของกายที่แตะพื้น
- รู้ลมหายใจสองหรือสามครั้งก่อน แล้วจึงเปิดใจรับฟังเสียงน้ำ เสียงลม และเสียงธรรมชาติรอบตัว
- เมื่อความคิดเกิด ให้รู้สั้นๆ ว่า “คิด” แล้วสังเกตว่ามันเคลื่อนไปอย่างไร โดยไม่เข้าไปเป็นเจ้าของเรื่องนั้น
- หากเผลอตามความคิดไป ให้กลับมารู้กายหรือลมหายใจอย่างอ่อนโยน ไม่ต้องตำหนิตนเอง
- ก่อนลุกจากที่นั่ง ให้รู้ทั่วทั้งกายและตั้งใจนำความไม่เร่งรีบนี้กลับไปสู่หน้าที่ตรงหน้า
ขณะฟังเสียงน้ำ ใจอาจอยากให้บรรยากาศเงียบกว่านี้ อยากให้อากาศเย็นกว่านี้ หรืออยากให้ตนสงบเร็วขึ้น ความอยากเหล่านี้ก็เป็นเพียงกระแสอีกชนิดหนึ่ง เมื่อมองเห็นโดยไม่ตาม ใจก็ไม่ต้องเหนื่อยกับการจัดโลกทั้งหมดให้ตรงกับความพอใจ
สายน้ำไม่ได้เก็บระลอกคลื่นลูกก่อนเอาไว้ ใจก็ไม่จำเป็นต้องเก็บถ้อยคำ เหตุการณ์ หรือความผิดพลาดทุกอย่างไว้ทบทวนโดยไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งใดควรเรียนรู้ก็จดจำเป็นบทเรียน แต่ความเจ็บที่ไม่ช่วยให้เกิดปัญญา สามารถวางลงได้ทีละน้อยในทุกครั้งที่รู้ตัว
หากไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ ก็ฝึกอย่างเดียวกันได้ในห้องหรือใต้ร่มไม้ ใช้ลมหายใจเป็นสายน้ำ ใช้เสียงรอบตัวเป็นสิ่งที่มาแล้วผ่าน และใช้กายที่นั่งอยู่เป็นฝั่งอันมั่นคง สถานที่ช่วยให้สงบได้ส่วนหนึ่ง แต่สติที่กลับมารู้ปัจจุบันต่างหากที่พาใจกลับบ้าน
เมื่อฝึกบ่อยขึ้น เราจะไม่ได้กลายเป็นผู้ไม่มีความคิด แต่เป็นผู้รู้จักความคิดตามที่มันเป็น เรื่องราวยังไหลผ่าน ชีวิตยังมีหน้าที่ และโลกยังเปลี่ยนแปลง ทว่าใจไม่จำเป็นต้องไหลตามทุกกระแส ความสงบจึงเกิดขึ้นได้ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของชีวิต