คำว่า “ปล่อยใจ” ไม่ได้หมายถึงปล่อยให้ใจล่องลอยไปตามความคิด แต่หมายถึงการหยุดจับ หยุดผลัก และหยุดบังคับทุกสิ่งให้เป็นดังใจชั่วขณะหนึ่ง เมื่อไม่ต้องคอยจัดการทุกอารมณ์ ใจจะเริ่มเห็นว่า ความคิดทั้งหลายมาแล้วก็ผ่านไปได้เอง
เวลาเกิดความไม่พอใจ เรามักทำสองอย่าง คือวิ่งตามความคิดจนเรื่องยาวขึ้น หรือพยายามกดอารมณ์นั้นให้หายทันที ทั้งสองทางทำให้ใจเหนื่อย การรู้ทันอยู่ตรงกลาง เพียงเห็นว่าอารมณ์กำลังเกิด โดยยังไม่ต้องเชื่อ ไม่ต้องปฏิเสธ และไม่ต้องรีบตอบโต้
ฝึกเปิดพื้นที่ให้อารมณ์ผ่านไป
- เริ่มด้วยการรู้สัมผัสของกายที่นั่งอยู่ ให้กายเป็นหลักก่อนตามดูใจ
- รับรู้เสียง ลมหายใจ และความรู้สึกในกายพร้อมกันอย่างผ่อนคลาย
- เมื่อความคิดหรืออารมณ์เกิด ให้รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏในพื้นที่ของการรับรู้
- ไม่ตามหาสาเหตุในขณะนั้น และไม่สั่งให้อารมณ์หยุด เพียงรู้การเปลี่ยนแปลงของมัน
- หากเผลอตามเรื่องไป เมื่อรู้ตัวแล้วให้กลับมารู้กายโดยไม่ตำหนิตนเอง
เราจะค่อยๆ เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่มากระทบกับการตอบสนอง เช่น เมื่อได้ยินคำที่ไม่ถูกใจ ความร้อนอาจเกิดขึ้นที่หน้าอกก่อนคำโต้ตอบจะตามมา หากรู้ความร้อนนั้นได้ทัน ใจก็มีโอกาสเลือกว่าจะพูดอย่างไร หรือจะยังไม่พูดในเวลานั้น
การปล่อยใจจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นกำลังของผู้ไม่ยอมให้อารมณ์ชั่วคราวตัดสินทุกอย่างแทน อารมณ์ยังเกิดได้ ความคิดยังมีได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านอยู่ในทุกความคิด เพียงให้มันเป็นเมฆที่ผ่านท้องฟ้า ไม่ต้องดึงไว้และไม่ต้องไล่ให้ไปเร็วขึ้น
ในชีวิตประจำวัน ลองหยุดสั้นๆ ก่อนเปิดข้อความ ก่อนตอบคำถาม หรือก่อนตัดสินเรื่องสำคัญ รู้กายหนึ่งครั้ง รู้ลมหายใจหนึ่งครั้ง แล้วจึงกระทำ สิ่งเล็กน้อยนี้เป็นการคืนอิสระให้ใจ เพราะเราไม่ได้ทำตามแรงผลักแรกเสมอไป
เมื่อฝึกบ่อยขึ้น ใจจะเบาไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องมากระทบ แต่เพราะรู้จักทางวาง สิ่งใดผ่านมาก็รับรู้ สิ่งใดควรทำก็ทำ และเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็ไม่ต้องเก็บมาสร้างทุกข์ซ้ำ ความสงบจึงอยู่ร่วมกับหน้าที่และโลกที่เปลี่ยนแปลงได้