แสงเย็นเหนือแม่น้ำโขงไม่อยู่ในรูปเดิมนานนัก สีทองค่อยๆ จางเป็นสีเทา แล้วค่ำคืนก็เข้ามาแทน ชีวิตของคนเราก็หมุนผ่านลาภและความเสื่อมลาภ ยศและความเสื่อมยศ นินทาและสรรเสริญ สุขและทุกข์ ไม่มีด้านใดหยุดค้างตามความปรารถนา
พระสูตรมิได้สอนให้เราเฉยชา หากชวนให้รู้ว่าโลกธรรมเกิดแก่ทั้งผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาและอริยสาวก ความต่างอยู่ที่ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของสิ่งนั้น จึงไม่ปล่อยให้ความยินดีหรือยินร้ายครอบงำใจจนหมดกำลัง
เมื่อลาภเกิด เราใช้สิ่งที่ได้มาอย่างรับผิดชอบโดยไม่หลงคิดว่าจะอยู่ตลอดไป เมื่อเสื่อมลาภ เราแก้เหตุที่แก้ได้โดยไม่ลดคุณค่าของตนลงตามทรัพย์ เมื่อได้รับคำสรรเสริญ เรารับฟังด้วยความขอบคุณ แต่ไม่เอาคำนั้นมาสร้างความสำคัญตน เมื่อถูกนินทา เราตรวจข้อจริงและแก้ไขส่วนที่ควร โดยไม่เติมความโกรธให้ยืดยาว
หยุดหนึ่งจังหวะก่อนใจหมุนตาม
- เรียกสิ่งที่กำลังพบตามจริงว่าเป็นลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข หรือทุกข์
- รู้ความรู้สึกในกาย เช่น ใจเต้นเร็ว หน้าร้อน หรือท้องเกร็ง โดยยังไม่รีบตอบโต้
- ถามตนเองว่า สิ่งนี้เกิดจากเหตุใด กำลังเปลี่ยนอย่างไร และมีสิ่งใดที่ควรทำด้วยสติ
- ทำหน้าที่ให้ครบ แล้วคืนผลลัพธ์ให้แก่เหตุปัจจัย ไม่เฝ้าเลี้ยงความยินดีหรือความขุ่นใจต่อ
การวางใจต่อโลกธรรมไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหายไปทันที เรายังยินดีเมื่อสิ่งดีเกิดและยังรู้สึกเจ็บเมื่อพบความสูญเสีย แต่สติทำให้ความรู้สึกไม่กลายเป็นนายเหนือชีวิต เราเห็นอารมณ์เป็นแขกที่มาเยือน มิใช่เจ้าของบ้าน
หากวันนี้ได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา จงใช้โอกาสนั้นสร้างประโยชน์ หากพบสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา จงรักษาศีล วาจา และความเมตตาไว้ให้มั่น การไม่หวั่นไหวมิใช่แข็งกระด้าง แต่คือความอ่อนโยนที่ไม่ถูกกระแสพัดไปทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
โลกยังหมุนตามโลกธรรมดังเดิม ทว่าใจที่เห็นความแปรปรวนย่อมมีที่ยืน เมื่อสุขมาก็รู้ เมื่อทุกข์มาก็รู้ แล้วค่อยๆ ปล่อยให้ทั้งสองผ่านไปเหมือนแสงเหนือสายน้ำ