เมื่อยืนอยู่ริมแม่น้ำโขง สิ่งที่ช่วยพาเราข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งย่อมมีคุณค่า แพช่วยให้พ้นจากกระแสน้ำ แต่เมื่อถึงฝั่งแล้ว ผู้เดินทางไม่จำเป็นต้องยกแพขึ้นแบกต่อไป อุปมานี้ชี้ให้เห็นว่าแม้สิ่งที่ดีและจำเป็นก็ต้องใช้อย่างรู้จุดหมาย มิฉะนั้นเครื่องช่วยอาจกลายเป็นภาระชิ้นใหม่
ธรรมะมีไว้เพื่อคลายโลภ โกรธ หลง และพาใจออกจากความคับแค้น การรักษาศีล ฝึกสติ และอบรมปัญญาจึงไม่ใช่เครื่องประดับตัวตนว่าเราเหนือกว่าใคร หากเป็นเครื่องฝึกให้เห็นสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย เมื่อเห็นชัดขึ้น ความถือมั่นว่า “ฉันถูก” หรือ “ของฉันดีกว่า” ย่อมค่อยๆ เบาบาง
บางครั้งเราอาจยึดแม้ถ้อยคำดี ยึดรูปแบบที่คุ้น หรือยึดประสบการณ์สงบครั้งหนึ่งไว้แน่น จนไม่ยอมรับว่าชีวิตกำลังเปลี่ยนไป การวางไม่ได้หมายถึงการดูหมิ่นคำสอน แต่หมายถึงการไม่ทำคำสอนให้กลายเป็นอัตตา ยังคงปฏิบัติอย่างเคารพ พร้อมรู้ว่าทุกวิธีก็เป็นเครื่องนำไปสู่การรู้และการละ
ฝึกใช้แพโดยไม่แบกแพ
- เมื่อทุกข์เกิด ให้รู้ก่อนว่าขณะนี้กำลังอยู่ท่ามกลางกระแสใด เช่น ความกังวล ความโกรธ หรือความเสียดาย
- เลือกเครื่องฝึกที่เหมาะกับเหตุ เช่น กลับมารู้ลมหายใจ สำรวมวาจา หรือพิจารณาความไม่เที่ยง
- ทำอย่างสม่ำเสมอโดยไม่เร่งผล เหมือนพายทีละจังหวะให้แพเคลื่อนไปตามทาง
- เมื่อเรื่องผ่านไป ให้เก็บบทเรียนไว้ แต่ไม่แบกความสำเร็จ ความผิดพลาด หรือภาพของตนเองขึ้นมาหนักใจต่อ
การไม่ยึดถือมิใช่ข้ออ้างให้ละทิ้งการศึกษาและการปฏิบัติก่อนเวลา ผู้ที่ยังอยู่กลางน้ำย่อมต้องอาศัยแพอย่างระมัดระวัง ใจที่ยังถูกกิเลสพัดพาก็ต้องอาศัยศีล สติ สมาธิ และปัญญาอย่างจริงจัง ความหมายของอุปมาจึงอยู่ที่การใช้สิ่งเกื้อกูลให้ตรงหน้าที่ ไม่ใช่ปฏิเสธสิ่งเกื้อกูล
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ การปฏิบัติจะอ่อนโยนขึ้น เราไม่ต้องแข่งขันว่าใครมีแพสวยกว่า ไม่ต้องโต้เถียงเพื่อรักษาความเห็นของตนทุกครั้ง เพียงดูว่าเครื่องฝึกนั้นกำลังช่วยให้ความทุกข์ลดลง ความเมตตาเพิ่มขึ้น และความถือมั่นเบาลงหรือไม่
สายน้ำยังไหล แพยังทำหน้าที่ และผู้เดินทางก็ก้าวต่อไป ความสงบเกิดขึ้นเมื่อเรารู้จักใช้ รู้จักข้าม และรู้จักวางในเวลาที่สมควร